ก้าวข้ามผ่านพ้นจากปี 2552 ปีที่กลายเป็นแค่อดีตไปซะแล้ว
       ...ล่วงเลยเข้าสู่ปีใหม่ 2553 ซึ่งอีกไม่นานเราก็จะไม่ใช้คำว่า "ใหม่" กันอีก
       เพราะอย่างไรก็ตาม "เวลา" มันก็เดินหน้าไปไม่มีหยุด

       เป็นเช่นนี้อย่างปกติเสมอมา...  

 


 

       ถือเอา "ช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน" ที่วนเวียนเกิดขึ้นหลายโอกาส และปีใหม่คือหนึ่งในนั้น 
       มาเป็นช่วงเวลาดีๆ ที่เราจะได้ "คิด" และ "ทบทวน" สิ่งที่ได้ทำลงไป
       และวางแผนสู่สิ่งที่กำลังจะ "ทำ" ต่อไป  เป็นโอกาส "เปลี่ยน" อะไรใหม่ๆ
      

       ...ไปสู่สิ่งที่ดีขึ้นกันดีกว่านะครับ
       เป็นกำลังใจให้นะครับ...

Positioning ของคุณคืออะไร?

posted on 27 Oct 2009 00:19 by di-a-ry  in DailyLife

    วันนี้ไปร่วมงานสัมมนา "การพัฒนาศักยภาพการประชาสัมพันธ์" ที่มหาวิทยาลัยฯ จัดให้บุคลากรสายประชาสัมพันธ์  และคอลัมน์นิสต์ประจำหนังสือพิมพ์มหาวิทยาลัยฟังกัน  ไฮไลท์คือ การรอฟังบรรยาย พัฒนาการเขียนข่าวอย่างไรให้โดนใจสื่อ และสอดคล้องกับการตลาดปัจจุบัน  ซึ่งทีมผู้จัดยังไม่ได้แจ้งว่าวิทยากรคือใคร?
     ผมไปเข้าร่วมด้วยใจจดจ่อ เหตุผลง่ายๆ สองประการคือ 1. สนิทสนมกับน้องๆ ทีมผู้จัด และ 2. อยากเข้าไปฟังบรรยาย  เพราะจะได้พัฒนาศักยภาพตัวเอง  แต่ยอมรับตรงๆ ว่าก็แอบลุ้นว่า วิทยากรคือใคร  เพราะไม่อยากเสียเวลาไปฟัง  การบรรยายเรื่องที่เราก็รู้อยู่แล้ว  และเอามาใช้อะไรไม่ได้...

      กิจกรรมก็เป็นกันเอง และดีในระดับหนึ่ีงครับ  สร้างเครือข่ายการทำประชาสัมพันธ์ในหน่วยงานของ มจธ. ได้ดีพอสมควร  แต่ที่เด็ดอยู่ในช่วงบรรยายที่ผมรอคอย  วิทยากรก็คืออาจารย์ "ธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย"  นักการตลาด  นักประชาสัมพันธ์ชื่อดัง  ที่เคยติดตามผลงานมานานพอสมควร  ซึ่งวันนี้จะได้เจอตัวเป็นๆ และฟังบรรยายสดๆ จากอาจารย์เป็นครั้งแรก

       ก่อนเข้าฟัง  น้องๆ ในเครือข่ายพีอาร์คนหนึ่งที่เคยเรียนกับอาจารย์ก็แอบเล่าถึงสไตล์ของอาจารย์ให้ฟังว่าเป็นคนดุ  เสียงดัง  ซึ่งก็ทำให้ผมยิ่งสนใจเป็นพิเศษ

      และในที่สุดการบรรรยายก็เริ่มขึ้น  สไตล์อาจารย์เป็นอย่างที่ผมได้ข้อมูลมาก่อนหน้านี้จริงๆ ครับ  ทุกคนในห้องคงอื้งกันไป  เพราะสไตล์การบรรยายของอาจารย์นั้น  ดุเดือด  ตื่นเต้น  เร้าใจจริงๆ   จนไม่มีใครกล้าหลับ  แม้ว่าจะมาทราบหลังงานว่า  มีน้องๆ หลายคนบ่นว่าง่วง  แต่ก็ไม่กล้า... :-)

      อาจารย์จะบรรยายด้วยน้ำเสียงดุดัน  ใช้ภาษาที่ตรงไปตรงมา จนบางทีดูแรงเหลือเกิน  ทำให้ผมนึกถึงอาจารย์ที่สอนป.โท ที่ผมเรียนอยู่ด้วยท่านหนึ่ง  ซึ่งมีบุคลิกและสไตล์การพูดคุยแบบนี้เหมือนกัน   แต่เรื่องสไตล์ไม่ใช่ประเด็นสำคัญสำหรับผมครับ  ถือเป็นกิมมิคของการบรรยายจากวิทยากรแล้วกัน

       ผมสนใจในสิ่งที่อาจารย์นำมาเสนอมากกว่า  ซึ่งก็ต้องบอกว่า อาจารย์เก่งมาก  และนำประสบการณ์หลายๆ อย่างมาบอก  เช่น
        - Positioning คือ ตำแหน่งในใจของคน เราอยากให้คนทั่วไปเข้าใจว่าเราเด่นด้านไหน?  ก็เลือกกำหนด Positioning แบบนั้น  และนำเสนอให้ชัดเจน  จนคนจดจำ  แต่ต้องให้ "ใช่" ตัวเราที่สุด

        - ถ้าเราต้องต่อสู้กับคู่แข่ง  ก็ต้องเลือกจุดเด่นที่แตกต่าง  และนำเสนอให้เด่นชัด  ถ้าทำเหมือนคู่แข่ง แล้วไม่ดีกว่า ก็เท่ากับฆ่าตัวเอง  ไม่มีทางโดดเด่นขึ้นมาได้เลย

        - พีอาร์ไม่มีทางประสบความสำเร็จ  ถ้าผู้บริหารไม่เอาด้วย  ไม่ลงมาเล่นด้วย  เพราะลำพัง PR ไม่มี Influence พอนั่นเอง

          ฯลฯ

          มีอีกเยอะครับ  ผมได้ทั้งความรู้ และประสบการณ์  ทั้งที่เคยรู้มาบ้างแล้ว และเป็นสิ่งใหม่ที่ได้รู้วันนี้  แต่สิ่งสำคัญก็คือ  ไม่ใช่แค่เพียงรู้ครับ  จะหาทางเอามันไปลงมือ "ทำ" จริงๆ จังๆ ได้เมื่อไหร่  ซึ่งก็สอดคล้องกับปรัชญาของหน่วยงานที่ผมสังกัดอยู่พอดี นั่นก็คือ

          "Do it right"  คือให้ลงมือ "ทำ"  แต่ต้องทำอย่างมีหลักการ   ทำทันที          

          ผมกลับมา tweet คุยกับอาจารย์ต่อทันทีครับ  และเป็น commitment เอาไว้ด้วยว่า  ผมจะพยายามเอาไปลงมือ "ทำ"  ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง  

          ผมหวังว่ามันจะเห็นผลอะไรบ้าง  เพราะถ้าผมไม่ "ทำ"  มันคงเป็นแค่ความรู้อยู่อย่างนั้น...
          ฝันดีครับ...

 

      หลังจากเมื่อคืนนี้ผมดูรายการตีสิบ  ช่วงดันดารา  ที่คัดเลือกคู่แม่ลูกมาร้องเพลง และบอกคำว่า "รัก" กัน  และก็มีเรื่องราวที่ทำให้หลายคนเสียน้ำตา ด้วยความซาบซึ้งใจ
      ผมก็เป็นคนนึงที่เผลอ น้ำตาไหลด้วยความปลาบปลื้ม อิ่มเอมหัวใจ
      ผมว่าเรื่องความรัก  ที่ซึ้งที่สุด  ที่น่าติดตามที่สุด  ก็คือความรักระหว่าง แม่กับลูกนี่ล่ะครับ

      ......
      แม่ผมไม่อยู่แล้ว  ท่านจากผมไปหลายปี
      ผมยังจำความรู้สึก ช่วงที่แม่จากผมไปใหม่ๆ ได้ดี
      ผมรู้สึกว่า  ผมช้าไป...
     

       ผมตั้งใจว่าวันนี้ผมจะเรียบเรียงอะไรดีๆ  ให้ได้ซาบซึ้งกัน  แต่ผมขอเก็บเอาไว้ในใจก่อนแล้วกัน
       ตลอดวันนี้  ผมซึมซับเรื่องราวอันแสนสุข ในความรักระหว่างแม่กับลูกในหลากหลายรูปแบบ
       ผมไม่ได้ข้องใจในคุณค่า และอานุภาพของความรักของแม่อีกแล้ว
       แต่วันนี้  ผมได้ความรู้ใหม่ว่า
       แม่ไม่ได้จากเราไปไหน  "แม่อยู่ในตัวของเรา"  

       ผมไม่ต้องนั่งเสียดายเวลาอีกต่อไปแล้ว  ว่าต่อจากนี้ไปผมจะไปทำดีกับแม่ได้อย่างไร และจะไปทดแทนบุญคุณกับแม่ได้อย่างไร  ในวันที่แม่ไม่อยู่แล้ว
       เพราะคำตอบก็คือ  "แม่อยู่ในตัวของเรา"
       เพียงแต่เรา  ทำในสิ่งที่ดีๆ  พาตัวเองไปสู่ความดี  แล้วประกาศให้โลกรู้ว่า เราได้มันมาจากการเป็นลูกของแม่ ก็เป็นการทดแทนบุญคุณของแม่ได้  ในวันที่แม่ไม่อยู่กับเราแล้ว

       ผมอยากบอกกับแม่ และกับทุกคน ให้ได้รับรู้ทั่วกันว่า...
       สิ่งที่ผมภูมิใจที่สุด  ก็คือ  การได้เกิดมาเป็นลูกของแม่
       ได้รับการหล่อหลอมสิ่งต่างๆ จากแม่  จนมาเป็นผมถึงทุกวันนี้
       ผม "รัก" แม่ครับ...